พลาสติค ใช้ทำกล่องอาหาร ปลอดภัย
พลาสติกบรรจุอาหารและกล่องโฟม ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย...??
อาหาร โดยความหมายของคนโดยทั่วไป มักหมายถึง สิ่งที่นำมาบริโภคเพื่อความอยู่รอดของชีวิต โดยมีหน้าที่เสริมสร้างร่างกาย ให้มีสุขภาพที่แข็งแรง รัฐบาลได้รณรงค์และเผยแพร่คุณภาพของอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายและกว้างขวางออกไป ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งนโยบายที่สำคัญและเร่งด่วนคือ การทำให้อาหารที่บริโภคภายในประเทศมีคุณภาพปลอดภัย นำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีของคนในประเทศ และมีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งนอกจากรสชาติ และคุณค่าทางอาหารแล้ว ความปลอดภัยของอาหารก็เป็นสิ่งที่สำคัญจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลได้กำหนดและวางแนวนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของอาหาร เช่น โครงการความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) ซึ่งกำหนดให้อาหารปลอดภัยจากสารปนเปื้อนสารพิษ และจุลินทรีย์ก่อโรค
ความปลอดภัยของอาหารจากสารปนเปื้อนและสารพิษ เป็นสิ่งที่รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญแต่ จุดที่มักถูกมองข้าม คือ การปนเปื้อนจากภาชนะบรรจุอาหารเอง อันตรายที่เกิดจากสารเคมีของภาชนะบรรจุอาหาร มักไม่ได้รับความสนใจ หรือเพิกเฉย เนื่องจากมิได้เกิดในทันทีทันใด แต่หากจะค่อย ๆ สะสม จนเกิดอันตราย ภาชนะบรรจุอาหาร หมายความรวมถึง วัตถุที่ใช้บรรจุอาหารไม่ว่าจะด้วยการใส่ห่อ หรือด้วยวิธีใด ๆ ให้หมายความรวมถึง ฝา หรือ จุกด้วย โดยอาหารแต่ละชนิดมีความต้องการภาชนะบรรจุแตกต่างกัน นอกจากนี้ภาชนะบรรจุต้องมีคุณสมบัติตามกฎหมาย คือ ต้องเป็นภาชนะมีคุณภาพ สะอาดไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค ไม่มีสี หรือโลหะหนัก ออกมาปนเปื้อนกับอาหารในปริมาณที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ เป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว ที่พลาสติกและโฟมถูกใช้แทนใบตอง กระดาษ โลหะหรือแก้ว ในการบรรจุอาหาร อาจเนื่องมาจาก พลาสติกและโฟม สามารถทำให้เกิดรูปทรงตามที่ต้องการได้ง่าย มีน้ำหนักเบาและราคาถูก จึงเป็นที่นิยมสืบต่อเรื่อยมา แต่จะมีผู้บริโภคสักกี่คนที่ตระหนักถึงอันตรายที่แฝงอยู่ในภาชนะบรรจุที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะกล่องโฟมมักถูกนำไปใช้ในการบรรจุอาหารที่ร้อนและมีน้ำมัน อาจทำให้เกิดอันตรายจากสารปนเปื้อนที่แยกตัวออกมาจากภาชนะบรรจุได้ ซึ่งชนิดของพลาสติกที่ใช้ในการทำภาชนะบรรจุได้แก่
1. โพลีเอทิลีน (Polyethylene- PE) แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ
(א) โพลีเอทิลินความหนาแน่นต่ำ (Low density polyethylene LDPE) หรือ เรียกว่าถุงเย็น
มีคุณสมบัติ คือ ไขมัน ซึมผ่านง่าย
(ב) โพลีเอทิลีนความหนาแน่นปานกลาง (Medium density polyethylene MDPE)
(ג) โพลีเอทิลีนความหนาแน่นสูง (High density polyethylene HDPE) หรือถุงร้อนสีขาวขุ่น
2. โพลีโพรพิลีน (Polypropylene PP) เป็นถุงร้อนใส ใช้บรรจุอาหารที่ต้องผ่านความร้อนระดับฆ่าเชื้อได้ เป็นส่วนประกอบในบรรจุภัณฑ์อ่อนตัว (retort pouch) บรรจุอาหารที่มีไขมันได้ในระยะเวลาหนึ่ง
3. โพลีเอทิลีน เทเรฟทาเลต (polyethylene terephthalate PET) ทนต่ออุณหภูมิสูงได้ นิยม ใช้ทำถาดบรรจุภัณฑ์อาหารใช้ได้ทั้งกับเตาอบ และเตาไมโครเวฟ
4. โพลีไวนิล คลอไรด์ (polyvinyl chloride PVC) ปัจจุบันผลิตให้มีสารตกค้างของไวนิล คลอไรด์ ซึ่งเป็นสารทำให้เกิดมะเร็งตับได้ต่ำกว่า 1 ppm. จึงนับว่าปลอดภัยสำหรับบรรจุอาหาร ทนต่อน้ำมัน กันกลิ่นได้ดี ทนต่ออุณหภูมิสูงได้ไม่เกิน 920๐ ซ.
5. โพลีสไตรีน (polystyrene PS) นิยมใช้ทำถ้วย ถาด แก้ว ที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ถาดโฟมเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุชนิดนี้ เช่นกัน จะสังเกตได้ว่าถ้านำไปบรรจุของร้อนถาดโฟมจะหลอมละลายทำให้มีสารอันตรายออกมาปนเปื้อนในอาหารได้
ภาชนะบรรจุเหล่านี้อาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างคาดไม่ถึง หากไม่ตระหนักและเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกใช้ ซึ่งอาจเกิดการปนเปื้อนสารอันตรายลงสู่อาหาร หรือเกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่างอาหารและภาชนะบรรจุ การเลือกใช้พลาสติก หรือโฟมต้องเลือกใช้ชนิดที่ไม่ทำปฏิกิริยากับอาหาร และเหมาะสมกับการ ใช้งาน เคยมีรายงานความเป็นพิษของอาหารที่เกิดจากการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ไม่เหมาะสมอยู่หลายครั้ง เช่น มีครอบครัวที่ต้องได้รับพิษของตะกั่วทั้งครอบครัวเนื่องจาก การรับประทานน้ำส้มคั้นที่บรรจุในภาชนะพลาสติกที่มีสีสด ทำให้น้ำส้มซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดละลายเอาตะกั่วที่เจือปนที่ภาชนะลงสู่น้ำส้ม นอกจากนี้ในกล่องโฟมที่นำมาบรรจุอาหารที่ทอดร้อน ๆ และมีน้ำมันขึ้นจากเตาใหม่ ๆ เช่น ข้าวผัด ข้าวกระเพาไข่ดาว ผัดไทย หอยทอด เป็นต้น ซึ่งมีคุณสมบัติที่สามารถละลายสารบางชนิดออกจากกล่องโฟม และปนเปื้อนสู่อาหารได้ โดยปกติกล่องโฟมเมื่อได้รับความร้อนที่อุณหภูมิสูงประมาณ 160๐ 220๐C จะทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์และมีการปล่อยสารโมเลกุลใหญ่ หรือสารประกอบบางชนิดออกมา นอกจากนี้อาจมีสารพิษไม่ทราบชนิดที่มีผลกระทบต่อร่างกายในระยะยาว และสารบางอย่างสะสมในร่างกายก่อให้เกิดมะเร็งได้ ในกล่องโฟม (โพลิสไตรีน ; Polystyrene) เมื่อได้รับความร้อนสูงจะให้สาร 2 ชนิดคือ สไตรีน (styrene) และเบนซิน (Benzene) ซึ่งเบนซินเป็นสารที่ทราบกันอยู่แล้วว่ามีความเป็นพิษสูงและเป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งอาการของผู้ที่ได้รับเบนซินเข้าไป คือ ในระยะแรก ๆ จะเกิดอาการ วิงเวียน คลื่นไส้ ถ้าดื่มหรือกินอาหารที่มีเบนซินปนเปื้อนอยู่สูง จะทำให้มีอาการปวดท้องเนื่องจากกระเพาะถูกกัดกร่อน เวียนศรีษะ คลื่นไส้ อาเจียน ง่วงนอน ชัก หัวใจเต้นแรง และอาจเสียชีวิตได้
เมื่อหายใจเอาเบนซินเข้าไปในระดับสูงและเป็นเวลานานอาจทำให้เซื่องซึม วิงเวียน หมดสติ ใจสั่น อาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ และเมื่อสูดดมเป็นเวลานานจะทำให้เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือด (Leukemia) ได้
การได้รับเบนซินเป็นเวลานานจะมีผลทำให้เป็นโรคโลหิตจาง (Anemia) เนื่องจากเบนซินจะเข้าไปทำลายไขกระดูก ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้จำนวนเม็ดเลือดลดลงและทำลายระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายได้
สำหรับสไตรีน (styrene) ผลต่อร่างกายเมื่อถูกผิวหนังหรือเข้าตาจะทำให้ระคายเคือง การสูด เข้าไปจะมีอาการไอ และหายใจลำบาก เพราะไปทำให้เยื่อเมือกเกิดความระคายเคือง ปวดศรีษะ ง่วงซึม เป็นต้น อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลระบุความเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่เกิดมะเร็งได้ในสัตว์ทดลอง
เนื่องจากภาชนะบรรจุมีผลต่ออาหาร กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ออกประกาศกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับภาชนะบรรจุ คือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 92 พ.ศ.2528 และฉบับที่ 111 พ.ศ.2531 เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุ การใช้ภาชนะบรรจุและการห้ามใช้วัตถุใด ๆ เป็นภาชนะบรรจุอาหาร และเรื่องกำหนดคุณภาพ หรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุพลาสติก และการใช้ภาชนะบรรจุพลาสติกและการห้ามใช้วัตถุใดเป็นภาชนะบรรจุอาหารตามลำดับ ซึ่งกล่องโฟม (polystyrene) มีการกำหนดปริมาณ ตะกั่วและสารระเหยกลุ่มเบนซิน และสไตรีน ไว้ในประกาศกระทรวงฉบับที่ 111 (2531) ด้วย เพื่อควบคุมคุณภาพของพลาสติก แต่อย่างไรก็ตามยังมีผู้ผลิตกล่องโฟมบางคนที่อาจไม่สามารถผลิตโฟมได้ตามมาตรฐานและยังมีการจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดในปัจจุบัน เพื่อความปลอดภัยของการบริโภค เราควรแยกชนิดของกล่องโฟม ที่ใช้ให้ถูกต้องกับชนิดของอาหารเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเป็นพิษนั้น
ในปัจจุบัน ได้เกิดกระแสรักษ์และปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาค้นคว้า วิจัย หาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อนำมาทดแทนการใช้โฟมหรือพลาสติกในการบรรจุอาหาร ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของผู้บริโภค ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ภาชนะบรรจุย่อยสลายได้ทางชีวภาพ จากมันสัมปะหลัง ภายใต้ชื่อ KU Green เป็นภาชนะบรรจุเหมาะสมกับการบรรจุอาหารโดยตรง ทั้งอาหารพร้อมบริโภคและอาหารกึ่งสำเร็จรูป เพื่อการใช้ครั้งเดียวสามารถบรรจุได้ทั้งอาหารแห้ง อาหารเหลว อาหารเย็น และอาหารร้อน และสามารถใช้อุ่นอาหารในตู้อบไมโครเวฟได้
ผลิตภัณฑ์ KU-Green ผลิตจากวัตถุดิบชีวภาพเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าจะมีการเติมสารแต่งเติมแต่เป็นสารที่อนุญาตให้ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและยา จึงเป็นภาชนะที่ปลอดภัยสามารถใช้สัมผัสอาหารได้โดยตรง ปราศจากอันตรายจากสารเคมีหรือสารอื่นๆ ที่อาจปนเปื้อนจากภาชนะสู่อาหาร ซึ่งเป็นปัญหาที่มักพบในกรณีที่ใช้ภาชนะพลาสติกบางประเภท เมื่อเก็บรวบรวมหลังการใช้งานอย่างเป็นระบบจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีก เช่น ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ หรือนำไปทำปุ๋ยหมัก จึงไม่มีขยะเหลือทิ้งให้เป็นภาระต้องนำไปกำจัดอีก อนึ่งหากไม่มีการเก็บรวบรวม นำมาใช้ประโยชน์อีก จะย่อยสลายได้เองในธรรมชาติ โดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และ ไบโอโฟม ก็เป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งจากธรรมชาติซึ่งใช้ทดแทนพลาสติกหรือโฟมได้เช่นกัน โดยไบโอโฟมมีคุณสมบัติเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 100% สามารถย่อยสลายได้ เมื่อนำไปทิ้งแล้วไม่ก่อสารCFC เมื่อโดนความร้อน สามารถเก็บได้ถึง 1 ปี สามารถใช้กับเตาอบไมโครเวฟและเตาอบทุกชนิดได้ อบเฉพาะของที่แห้ง ระยะการแปรรูปใช้ระยะเวลา 30 นาทีถึง 1-2 ชั่วโมง แล้วแต่ประเภทอาหารด้วย สามารถทนความร้อนและความเย็นตั้งแต่ 40 ถึง 220°C ไม่ก่อสารอันตรายตกค้างในอาหารและมีคุณภาพเทียบเท่าหรือดีกว่าโฟม สามารถทนความชื้นได้เป็นอย่างดี และสามารถนำไปเลี้ยงสัตว์ได้เมื่อใช้งานแล้ว โดยมีระยะเวลาในการย่อยสลายเมื่อนำไปทิ้งแล้ว 15 วัน ใส่อาหารที่มีน้ำขลุกขลิก เช่น ส้มตำ ข้าวผัดและอาหารแห้ง ไม่อมความร้อนจนเกินไปซึ่งนอกจากจะปลอดภัยต่อร่างกายแล้วยังไม่เกิดความเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
นางจงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี ภญ.สุชัญญา พลเพชร
ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยด้านอาหาร |